top of page
Search

ฝ้าจากการตั้งครรภ์เกิดจากอะไร? วิธีไหนช่วยรักษาฝ้าหลังคลอดให้จางลงอย่างปลอดภัย

  • Writer: GM Clinic
    GM Clinic
  • Jul 3
  • 2 min read
ฝ้าจากการตั้งครรภ์เกิดจากอะไร? วิธีไหนช่วยรักษาฝ้าหลังคลอดให้จางลงอย่างปลอดภัย
ฝ้าจากการตั้งครรภ์เกิดจากอะไร? วิธีไหนช่วยรักษาฝ้าหลังคลอดให้จางลงอย่างปลอดภัย

หนึ่งในปัญหาผิวที่คุณแม่หลายคนต้องเจอระหว่างตั้งครรภ์คือ “ฝ้า” โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือเหนือริมฝีปาก บางคนเรียกว่า ฝ้าคนท้อง ซึ่งมักเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงไตรมาสที่สองและสาม คำถามที่พบบ่อยคือ หลังคลอดแล้วฝ้าจะหายเองไหม และควรรักษาอย่างไรให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่ยังให้นมบุตรอยู่


บทความนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่สาเหตุ ไปจนถึงแนวทางดูแลและรักษาที่เหมาะสม


ฝ้าจากการตั้งครรภ์คืออะไร?

ฝ้าจากการตั้งครรภ์ (Melasma during pregnancy) เป็นภาวะที่ผิวสร้างเม็ดสีมากกว่าปกติ ทำให้เกิดเป็นปื้นสีน้ำตาลหรือเทาเข้มบนใบหน้า มักเกิดแบบสมมาตรทั้งสองข้าง

ลักษณะเด่นคือ

  • เป็นปื้นกว้าง สีไม่สม่ำเสมอ

  • พบบ่อยที่โหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก และเหนือริมฝีปาก

  • เข้มขึ้นเมื่อโดนแดดหรือความร้อน


ทำไมการตั้งครรภ์ถึงทำให้เกิดฝ้า?

1. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนหลายชนิด เช่น

  • Estrogen

  • Progesterone

  • Melanocyte-Stimulating Hormone (MSH)

ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นเซลล์เม็ดสีให้ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้าได้ง่าย และเข้มขึ้นเร็ว

2. ผิวไวต่อแสงมากขึ้น

ฮอร์โมนทำให้ผิว “ตอบสนองต่อแสงแดดไวขึ้น” แม้จะโดนแดดเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นได้

3. ความร้อนและการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น

ระหว่างตั้งครรภ์ ระบบไหลเวียนเลือดจะเปลี่ยนไป รวมถึงอุณหภูมิผิวที่สูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมีส่วนกระตุ้นเม็ดสีให้ทำงานมากขึ้น


ฝ้าหลังคลอดจะหายเองไหม?

คำตอบคือ “บางคนจางลงได้เอง แต่ไม่ใช่ทุกคน” หลังคลอด ฮอร์โมนจะค่อย ๆ ปรับสมดุล ทำให้ฝ้าอาจจางลงได้ในช่วง 3–6 เดือนแรก แต่ในหลายเคส ฝ้าอาจ

  • ยังอยู่เหมือนเดิม

  • หรือเข้มขึ้นเมื่อโดนแดด

  • กลายเป็นฝ้าเรื้อรัง

ดังนั้นการดูแลหลังคลอดจึงสำคัญมาก หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล ฝ้าอาจฝังลึกและรักษายากขึ้นในอนาคต


วิธีดูแลฝ้าหลังคลอดอย่างปลอดภัย

1. กันแดดคือสิ่งที่ห้ามขาด

แม้จะไม่ได้ออกแดดจัด ก็ยังต้องใช้กันแดดทุกวัน เพราะ

  • UVA สามารถทะลุเข้ามาทำให้ฝ้าเข้มขึ้น

  • แสงในชีวิตประจำวัน (รวมถึงแสงหน้าจอ) ก็มีผล

ควรเลือก SPF 50+ และทาซ้ำระหว่างวัน

2. เลือกสกินแคร์ที่อ่อนโยน

โดยเฉพาะคุณแม่ที่ยังให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงสารบางชนิด และเน้น

  • การลดการอักเสบของผิว

  • การฟื้นฟูเกราะผิว

  • การลดเม็ดสีอย่างค่อยเป็นค่อยไป

3. เริ่มรักษาเมื่อร่างกายพร้อม

หลังคลอดประมาณ 2–3 เดือน (หรือเมื่อแพทย์ประเมินว่าพร้อม) สามารถเริ่มโปรแกรมรักษาได้ โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิวและความปลอดภัยของแต่ละคน


วิธีรักษาฝ้าหลังคลอดที่ได้ผล

การรักษาฝ้าหลังคลอดไม่ใช่แค่ “ทำให้สีจาง” แต่ต้องควบคุมการสร้างเม็ดสีในระยะยาวด้วย

แนวทางที่ใช้ ได้แก่

1. เลเซอร์ลดเม็ดสี

ช่วยสลายเม็ดสีที่สะสมอยู่ ทำให้ฝ้าดูจางลงอย่างต่อเนื่อง

2. โปรแกรมฟื้นฟูผิวร่วมกับลดเม็ดสี

เช่น การใช้เทคโนโลยีที่ช่วย เช่นProgram sylfirm x plus

  • ลดการอักเสบของผิว

  • ปรับสมดุลเม็ดสี

  • กระตุ้นคอลลาเจน

ซึ่งช่วยลดโอกาสฝ้ากลับมาเข้มอีก

3. การรักษาแบบผสมผสาน

ในหลายเคส แพทย์จะวางแผนรักษาแบบรวมหลายวิธี เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน

สามารถดูรายละเอียดโปรแกรมรักษาฝ้า กระ และสีผิวเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gmclinicthailand.com/wrinkles-skin-rejuv


ทำไมฝ้าหลังคลอดบางคนรักษายาก?

เพราะฝ้าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เม็ดสี เช่น

  • ฮอร์โมน

  • ความร้อน

  • การอักเสบของผิว

  • โครงสร้างผิวชั้นลึก

หากรักษาไม่ครบทุกปัจจัย อาจทำให้ฝ้าจางชั่วคราวแต่กลับมาเข้มอีกได้


เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์?

  • ฝ้าไม่จางหลังคลอด 3–6 เดือน

  • สีผิวไม่สม่ำเสมอชัดขึ้น

  • ใช้ครีมแล้วไม่เห็นผล

  • ฝ้ากลับมาเข้มทุกครั้งที่โดนแดด

การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม และปลอดภัยสำหรับคุณแม่แต่ละคน


ทำไมควรดูแลฝ้าที่ GM Clinic?

ที่ GM Clinic อุบลราชธานี มีการประเมินสภาพผิวแบบละเอียด และเลือกโปรแกรมรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึง

  • ความปลอดภัยของคนไข้

  • สภาพฮอร์โมนหลังคลอด

  • ความไวของผิว

พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมเม็ดสีและฟื้นฟูผิวอย่างเป็นระบบ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gmclinicthailand.com/

ฝ้าจากการตั้งครรภ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่กระตุ้นเม็ดสีผิว ทำให้ผิวไวต่อแดดและเกิดรอยคล้ำได้ง่าย แม้หลังคลอดฝ้าอาจจางลงได้ในบางคน แต่หลายเคสยังคงอยู่และอาจเข้มขึ้นหากไม่ได้ดูแลอย่างเหมาะสม การป้องกันและรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ฝ้าจางลงเร็วขึ้น และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว


Q&A: ฝ้าจากการตั้งครรภ์ และการรักษาหลังคลอด

Q1: ฝ้าคนท้องเกิดจากอะไร?

A: ฝ้าคนท้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น Estrogen, Progesterone และ MSH ที่กระตุ้นเซลล์เม็ดสีให้ผลิตเมลานินมากขึ้น เมื่อรวมกับแสงแดดและความร้อน จึงทำให้เกิดฝ้าบนใบหน้าได้ง่ายและเข้มขึ้นเร็ว


Q2: ฝ้าช่วงตั้งครรภ์ขึ้นตรงไหนบ่อยที่สุด?

A: มักพบที่

  • โหนกแก้ม

  • หน้าผาก

  • สันจมูก

  • เหนือริมฝีปาก โดยมักเกิดแบบสมมาตรทั้งสองข้างของใบหน้า


Q3: ฝ้าหลังคลอดจะหายเองไหม?

A: บางรายฝ้าอาจจางลงได้ภายใน 3–6 เดือนหลังคลอด เนื่องจากฮอร์โมนเริ่มกลับสู่สมดุล แต่ในหลายคน ฝ้าอาจยังคงอยู่หรือเข้มขึ้นได้ โดยเฉพาะหากโดนแดดบ่อยหรือไม่ได้ป้องกันผิวอย่างเหมาะสม


Q4: ช่วงให้นมลูกสามารถรักษาฝ้าได้ไหม?

A: สามารถดูแลผิวและเริ่มการรักษาบางวิธีได้ แต่ควรเลือกวิธีที่ปลอดภัย และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น การใช้pico second Laser /program sylfirm x plusหรือโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ไม่กระทบต่อฮอร์โมนและน้ำนม 


Q5: วิธีป้องกันฝ้าหลังคลอดไม่ให้เข้มขึ้นมีอะไรบ้าง?

A: วิธีสำคัญ ได้แก่

  • ทาครีมกันแดด SPF 50+ ทุกวัน

  • หลีกเลี่ยงแดดและความร้อนจัด

  • ใช้สกินแคร์ที่อ่อนโยน

  • หลีกเลี่ยงการผลัดผิวแรงเกินไป

การป้องกันเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการควบคุมฝ้า


Q6: เลเซอร์ช่วยรักษาฝ้าหลังคลอดได้ไหม?

A: ได้ เลเซอร์สามารถช่วยลดเม็ดสีและปรับผิวให้สม่ำเสมอขึ้น แต่ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับสภาพผิวและช่วงหลังคลอด เพื่อให้ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี

ดูรายละเอียดโปรแกรมรักษาฝ้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gmclinicthailand.com/wrinkles-skin-rejuv


Q7: ทำไมฝ้าหลังคลอดบางคนรักษายาก?

A: เพราะฝ้าไม่ได้เกิดจากเม็ดสีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ

  • ฮอร์โมน

  • การอักเสบของผิว

  • ความร้อน

  • โครงสร้างผิวชั้นลึก

หากรักษาไม่ครบทุกปัจจัย ฝ้าอาจจางชั่วคราวแล้วกลับมาเข้มอีก


Q8: ใช้ครีมอย่างเดียวรักษาฝ้าได้ไหม?

A: ครีมช่วยลดเม็ดสีและชะลอการเกิดฝ้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ในกรณีฝ้าที่ฝังลึกหรือเป็นมานาน มักต้องใช้การรักษาร่วม เช่น เลเซอร์ หรือโปรแกรมฟื้นฟูผิว เพื่อให้เห็นผลชัดเจนขึ้น


Q9: ควรเริ่มรักษาฝ้าหลังคลอดเมื่อไหร่ดีที่สุด?

A: โดยทั่วไปสามารถเริ่มประเมินและวางแผนการรักษาได้หลังคลอดประมาณ 2–3 เดือน หรือเมื่อร่างกายเริ่มฟื้นตัว และควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินก่อนเริ่มการรักษา


Q10: ฝ้าจะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

A: มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ หากยังมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด ความร้อน หรือฮอร์โมน ดังนั้นการดูแลต่อเนื่องและป้องกันจึงสำคัญมาก


Q11: ทำไมควรรักษาฝ้าที่คลินิกมากกว่าดูแลเอง?

A: เพราะการรักษาฝ้าต้องประเมินทั้งระดับเม็ดสีและสภาพผิวในชั้นลึก ที่ GM Clinic จะมีการวิเคราะห์ผิวและเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gmclinicthailand.com/


Q12: ฝ้าคนท้องกับฝ้าทั่วไปต่างกันไหม?

A: กลไกคล้ายกัน แต่ฝ้าคนท้องมี “ฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นหลัก” ทำให้ไวต่อแดดมากกว่า และอาจเข้มขึ้นเร็วกว่าในช่วงตั้งครรภ์


Q13: อาหารมีผลกับฝ้าหลังคลอดไหม?

A: มีผลทางอ้อม อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยลดการอักเสบของผิว ขณะที่อาหารหวานจัดหรือไขมันสูงอาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้


Q14: ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

A: ขึ้นอยู่กับความลึกของฝ้าและสภาพผิว โดยทั่วไปเริ่มเห็นผลใน 3–5 ครั้ง และต้องทำต่อเนื่องเพื่อควบคุมเม็ดสีในระยะยาว


Q15: ฝ้าหลังคลอดสามารถหายขาดได้ไหม?

A: ฝ้าสามารถจางลงได้มากจนแทบมองไม่เห็น แต่มีโอกาสกลับมาได้ หากไม่ดูแลและป้องกันอย่างต่อเนื่อง



จีเอ็ม คลินิกเวชกรรม อุบลราชธานี

109,111 ถ.ยุทธภัณฑ์ ตรงข้ามสถานีดับเพลิง

ข้างเทศบาลนครอุบลหลังเก่า  ต.ในเมือง

อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี 34000

เปิดบริการ 11.00 - 20.00 น (หยุดทุกวันอังคาร)

โทร    :  0646515462

Line : @gm.clinic   (มีเครื่องหมาย @ ด้วยค่ะ)

Instagram : GMclinic.Ubon

Youtube : gmclinicubon

TikTok : @gmclinicubon

  • Line
bottom of page